อุทยานธรณีสตูล

แหล่งอุทยานธรณีโลกแหล่งแรกของประเทศไทย ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว เเละเเหล่งธรณีของ จ.สตูล

น้ำตกวังสายทอง

เป็นนํ้าตกชั้นหินปูนขนาดใหญ่เป็นชั้นน้อยชั้นใหญ่ มีความสวยงามและมหัศจรรย์น่าหลงใหลซึ่งเป็นนํ้าตกหินปูนแห่งแรกในภาคใต้ที่เดินแล้วไม่ลื่น ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีความอุดม สมบูรณ์ที่หาดูได้ยาก เป็นนํ้าตกหินปูนที่มีแหล่งนํ้าแต่ละชั้นไหลลดหลั่นผ่านชั้นหินปูนสี เหลืองอร่ามดั่งทองเมื่อกระทบกับแสงอาทิตย์ดูงดงามราวกับดอกบัว บริเวณนํ้าตกมีต้นไม้ สูงใหญ่ร่มรื่น แหล่งนํ้ามาจากการอัดและทะลักของนํ้าในถํ้าใต้ภูเขาทะลุออกมาตามช่องเขา ลงสู่แอ่งต่างๆ ที่รองรับอยู่บริเวณรอบๆ ที่ถูกพอกด้วยหินปูนนํ้าจืดเป็นทํานบเล็กๆ และเต็ม ไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด แล้วไหลลงสู่คลองละงู มีการพอกพูนของสารแคลเซียม คาร์บอเนตเกิดเป็นริ้วสายของปูนนํ้าจืดตามการไหลของกระแสนํ้าตก แต่ละชั้นเป็นขั้นบันได เกยกันไปมา เกิดเป็นอ่างนํ้าธรรมชาติเล็กใหญ่ภายใต้ร่มไม้ร่มรื่นสามารถลงเล่นนํ้าได้อย่าง สนุกสนามชื่นใจ มีความสะดวกสบายเนื่องจากจุดเที่ยวชมนํ้าตกอยู่ใกล้บริเวณถนนจุดจอด รถ ทําให้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่ลงเล่นนํ้าคลายร้อนเป็นอย่างมาก พื้นที่ล่องแก่งเป็นพื้นที่สองฝั่งแม่นํ้าละงู คดโค้งไปมาอยู่ในหุบเขาแคบๆ บางช่วง ชายฝั่ง แม่นํ้ามีลักษณะเป็นผาหินปูนสูงชัน มีผู้คนนิยมมาล่องแก่งเป็นระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร มีนํ้าใสไหลไปตามพื้นท้องนํ้าที่เป็นกรวด ทําให้ลําธารมีสีเหลืองสวยงามเมื่อกระทบกับ แสงแดด บางช่วงเป็นแก่งเล็กๆ เตี้ยๆ ภายใต้ร่มไม้น้อยใหญ่หลากหลายสายพันธุ์ของป่าฝน เขตร้อน ล่องแก่งวังสายทองสามารถล่องได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งยังมีสิ่งอํานวยความ สะดวกสบาย ที่พัก ร้านอาหาร จัดอบรม สัมมนา ต่างๆ ได้

ถ้ำเลสเตโกดอน

 เป็นถํ้าอยู่ในเทือกเขาหินปูนทอดยาวมีลักษณะคล้ายอุโมงค์ใต้ภูเขา ภายในถํ้ามีลักษณะคดเคี้ยวมีระยะทางจากปากถํ้าจนถึงทางออกประมาณ 4 กิโลเมตร สิ่งที่โดดเด่นของถํ้าแห่งนี้ที่สําคัญคือ การพบซากดึกดําบรรพ์ของช้าง และ แรดสมัยไพลสโตซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช้าง สกุล สเตโกดอน ซึ่งเป็นที่มาของการเรียกชื่อถํ้าแห่งนี้ว่า “ถํ้าเล สเตโกดอน” ซากดึกดําบรรพ์ ดังกล่าวเป็นซาก กระดูกขากรรไกรพร้อมฟันกราม ซี่ที่ 2 และ 3 ด้านล่างขวาของช้างดึกดําบรรพ์เชื่อกันว่าการพบ เจอฟันกรามช้างสกุล สเตโกดอน เป็นจุดกําเนิดเรื่องราวการศึกษาค้นคว้าทางธรณีวิทยาใน จังหวัดสตูล โดยใช้การบูรณาการทุกภาคส่วน ทุกฝ่ายเห็นประโยชน์ที่จะเกิดท้องถิ่นและประเทศชาติ ร่วมกัน อาทิ หน่วยงานในจังหวัดสตูล, กรมทรัพยากรธรณี, สถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินฯ, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กรมการท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), และ ภาคส่วนจากชุมชนท้องถิ่นในเขตอุทยานธรณีสตูล จนเกิดการจัดตั้งอุทยานธรณีสตูลขึ้นเพื่อผลัก ดันให้เป็นสมาชิกอุทยานธรณีโลกต่อไป  พอออกจากถํ้าจะต้องนั่งเรือ 30 นาที นักท่องเที่ยวจะได้ สัมผัสกับป่าชายเลน โดยการต่อเรือไปขึ้นบกที่ท่าเรือท่าอ้อย ด้วยระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร โดยนํ้าในถํ้าจะได้รับอิทธิพลจากนํ้าในลําธารและนํ้าทะเลขึ้นลงเป็นประจําทุกวัน การท่องเที่ยวภายใน ถํ้าจะต้องพายเรือลอดถํ้า และต้องพิจารณาระดับนํ้าในถํ้าแต่ละวันด้วย แต่สามารถเข้าถํ้าได้ตลอด ทุกฤดูกาล การท่องเที่ยวจะต้องติดต่อที่องค์การบริหารส่วนตําบลทุ่งหว้าล่วงหน้า เนื่องจาก อุทยานธรณีสตูลจะเน้นการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ นักท่องเที่ยวสามารถชมพิพิธภัณฑ์ทางธรณี ก่อนเข้าถํ้าได้ ขณะเดียวกันจะมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด และจํากัดจํานวนนักท่องเที่ยว โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ตลอดไป

ถ้ำภูผาเพชร

เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ หินงอกหินย้อยที่พบภายในถ้ำมีความวิจิตร ตระการตาเป็นอย่างมาก บางบริเวณยังมี น้ำหยดซึ่งก่อให้เกิดหินงอกหินย้อยได้ตลอดทั้งปี นอกจากนี้ผนังถ้ำบางบริเวณยังพบซากดึกดำบรรพ์ของ แบคทีเรีย (สโตรมาโตไลท์) และหมึกทะเลโบราณ (นอติลอยด์) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าหินปูนบริเวณถ้ำภูผาเพชรนี้ มีอายุอยู่ในช่วงยุคออร์โดวิเชียน หรือเมื่อประมาณ 450 ล้านปีมาแล้ว และยังพบเศษภาชนะเครื่องปั้นดินเผา ซึ่ง บ่งบอกถึงการเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ 

เขตข้ามกาลเวลาโต๊ะหงาย

เขาโต๊ะหงายเป็นภูเขาลูกโดด ๆ มีขนาดพื้นที่ประมาณ 600×300 ตารางเมตร ด้านเหนือจรดพื้นที่ราบส่วนด้านใต้เป็นลักษณะของหัวแหลมผาชันยื่นออกไปในทะเล ด้านตะวันออก เฉียงเหนือเป็นอ่าวที่เป็นหาดทรายโค้งเว้าเข้าไปในแผ่นดินและเป็นที่ตั้งที่ทําการอุทยานแห่ง ชาติหมู่เกาะเภตรา แหล่งมีลักษณะเป็นผาชันติดทะเลทางด้านตะวันตก ด้านใต้ และด้านตะวัน ออก มีสะพานเดินเท้าจากที่ทําการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราเลียบไปตามชายฝั่งผาชัน ด้านตะวันออก แล้วโค้งไปทางตะวันตกผ่านเขตรอยต่อระหว่างหินปูนสีเทากับหินทรายสีแดงแม้จะไม่มีหลักฐานจากซากดึกดําบรรพ์ แต่จากการเปรียบเทียบลําดับชั้นหินนั้นกล่าว ได้ว่า หินปูนสีเทานั้นเป็นหินปูนกลุ่มหินทุ่งสูงยุคออร์โดวิเชียน ส่วนหินทรายสีแดงนั้นเป็น หินทรายกลุ่มหินตะรุเตายุคแคมเบรียน โดยระนาบสัมผัสระหว่างกลุ่มหินทั้งสองนั้นเป็น ระนาบรอยเลื่อนที่มีการวางตัวเอียงเทไปทางทิศตะวันออก และจากการที่ชั้นหินทรายสีแดง มีการวางตัวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือด้วยมุมเอียงเท 22 องศาแล้วค่อยๆเพิ่มการเอียง เทมากขึ้น ๆ จนอยู่ในแนวตั้งฉากที่บริเวณด้านใต้ของระนาบรอยเลื่อนนั้น ทําให้กล่าวได้ว่า เป็นรอยเลื่อนปกติ และหากนักท่องเที่ยวเดินบนสะพานจากด้านหินปูนสีเทาข้ามระนาบรอย เลื่อนไปยังด้านหินทรายสีแดง ถือได้ว่ากําลังมีอายุมากขึ้นจากยุคออร์โดวิเชียนไปเป็นยุค แคมเบรียนโดยผ่านระนาบรอยเลื่อนที่ถือว่าเป็น “เขตข้ามกาลเวลาเขาโต๊ะหงาย” ชั้นหินทรายสีแดงยุคแคมเบรียน (กลุ่มหินตะรุเตา)เหล่านี้มีหินปูนยุคออร์โดวิเชียน (กลุ่ม หินทุ่งสง) วางตัวปิดทับอยู่ด้านบน ทําให้เห็นรอยสัมผัสแบบรอยเลื่อนปกติระหว่างกลุ่มหิน ทั้งสองที่มีอายุแตกต่างกัน ประกอบกับทัศนียภาพที่เป็นหน้าผาสูงชันและท้องทะเลสุดลูกหู ลูกตา อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราจึงได้สร้างสะพานเดินเท้ารอบภูเขาด้านติดทะเล ซึ่งให้ ฉายานามว่า “สะพานข้ามกาลเวลา” ด้วยเหตุนี้อุทยานธรณีสตูลร่วมกับอุทยานแห่งชาติหมู่ เกาะเภตรา และ จังหวัดสตูลได้มีแนวคิดจัดพิธีวิวาห์หมู่ข้ามกาลเวลา เพื่อสร้างเรื่องราวให้ ประชาชนในพื้นที่เกิดการเรียนรู้ และถือเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่มี ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับธรณีวิทยาในพื้นที่ แหล่งนี้จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้ สืบสานประเพณีวิวาห์หมู่ข้ามกาลเวลากันสืบไป

สุโขทัย ทัวร์ หาดใหญ่

263 ถ.ธรรมนูญวิถี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110

081-542-4495

    081-540-5692

    086-695-8449

@sukhothaitour_hdy

sukhothatitour_hatyai

 sukhothaitourhatyai@gmail.com

 www.sukhothaitourhatyai.com